บทที่ 11 คิดการใหญ่
ตอนที่ 11 คิดการใหญ่
ภายในห้องโถงใหญ่
“เจ้าอยากเปิดโรงเรียนสอนสตรีการกุศลงั้นรึ”
น้ำเสียงของเจินกั๋วกงไม่ได้ดัง หากเต็มไปด้วยความไม่คาดคิด คิ้วเข้มค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันเป็นปม รอยย่นระหว่างคิ้วปรากฏชัดอย่างคนกำลังครุ่นคิด
อิ่งหลัวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประสานมือไว้ตรงหน้าท้อง นางสูดลมหายใจลึกเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาอย่างมั่นคง
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
แววตาคู่สวยเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เจินกั๋วกงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา เขาเบือนสายตาออกไปมองสวนด้านนอก ราวกับกำลังมองเห็นภาพในอดีตที่ซ้อนทับอยู่เบื้องหน้า
“แต่พ่อไม่อยากให้เจ้าเหนื่อยถึงเพียงนั้น เจ้ายังเด็กนัก” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง
อิ่งหลัวสังเกตเห็นปลายนิ้วของบิดาที่ลูบขอบถ้วยชาไปมาอย่างไม่รู้ตัว นางรู้ทันทีว่าคำปฏิเสธครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการไม่เห็นด้วย แต่เกิดจากความห่วงใย
เจินกั๋วกงหลุบตาลง ภาพของเจินฮูหยินเมื่อหลายสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำ
วันนั้น...สตรีที่เขารักยืนอยู่ใต้ต้นเหมย ยิ้มสดใสพลางพูดถึงความฝันที่จะเปิดโรงเรียนให้สตรีได้เรียนหนังสือ นางพูดด้วยแววตาเป็นประกายไม่ต่างจากอิ่งหลัวในวันนี้
แต่ในเวลานั้น...เขายังไม่ได้รับตำแหน่งกั๋วกง ฐานะยังไม่มั่นคง บ้านเมืองยังวุ่นวาย อีกทั้งเขาไม่อยากให้นางต้องเหน็ดเหนื่อย จึงเลือกปฏิเสธเสีย
คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นไม่นาน...นางจะจากโลกนี้ไปโดยที่ความฝันนั้นไม่เคยเป็นจริง หัวใจของชายวัยกลางคนบีบรัดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
อิ่งหลัวก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านพ่อ...ครั้งนั้นท่านปฏิเสธเพราะเกรงว่าท่านแม่จะเหนื่อย แต่ครั้งนี้...ข้าขอสานต่อความฝันของท่านแม่ให้เป็นจริงได้หรือไม่”
คำพูดนั้นทำให้มือของเจินกั๋วกงที่ถือถ้วยชากำแน่นขึ้นเล็กน้อย
เขาหลับตา สูดลมหายใจยาว ก่อนจะพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง“การเปิดโรงเรียนเช่นนั้นมีค่าใช้จ่ายมาก”เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ ก่อนจะยกนิ้วนับทีละข้อ
“กระดาษเซวียน พู่กัน หมึก หนังสือ กระดานหมากล้อม เงินเดือนอาจารย์ ค่าอาหาร ค่าที่พัก”เขาส่ายหน้าช้า ๆ“แม้เราจะร่ำรวย แต่ทรัพย์ใช้ไปย่อมมีวันหมด”
อิ่งหลัวยิ้มบาง ๆ อย่างคนเตรียมตัวมาแล้ว นางก้มลงหยิบสมุดปกผ้าไหมสีซีดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะยื่นให้บิดาด้วยสองมือ
“ข้าเคยอ่านบันทึกของท่านแม่”นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“นางเคยบันทึกแผนการที่จะช่วยให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง อีกทั้ง ข้าลองศึกษาดูแล้วแผนนี้ใช้ได้จริงเจ้าค่ะ”
เจินกั๋วกงมองสมุดเล่มนั้นนิ่ง ๆปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ รับมันมาอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสของล้ำค่าที่สุดในชีวิต เมื่อเปิดหน้าแรก...กลิ่นหมึกเก่าอ่อน ๆ ลอยขึ้นมา
ตัวอักษรที่คุ้นตาปรากฏอยู่เบื้องหน้า ลายมือของภรรยาที่เขาจดจำได้แม่นยำ เขาเผลอลูบตัวอักษรเบา ๆ สีหน้าแข็งกร้าวเมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง
ภายในบันทึกเขียนไว้ว่า
'หากเปิดสอนโดยไม่เรียกเก็บค่าเล่าเรียนแม้แต่น้อย โรงเรียนย่อมต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากผู้อื่น วันใดขาดผู้เกื้อหนุน วันนั้นกิจการศึกษาก็ยากจะดำเนินต่อ
การเก็บค่าเล่าเรียนเพียงเล็กน้อย ยังทำให้ผู้เรียนรู้สึกเห็นคุณค่าของการศึกษา ขณะเดียวกันก็ยังไม่เป็นภาระเกินไป
ผู้มีฐานะ จ่ายค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน
ครอบครัวยากจน ให้ชำระเพียงเล็กน้อย หรือยื่นขอรับการอุปถัมภ์จากโรงเรียน
ผู้ยากไร้จริง ให้ใช้เงินจากกองทรัพย์เพื่อการศึกษาออกค่าใช้จ่ายแทน
เปิดรับผู้บริจาค เช่น ขุนนาง พ่อค้า หรือผู้มั่งคั่งที่ต้องการทำบุญสนับสนุนการศึกษาสตรี เพื่อเป็นทุนหล่อเลี้ยงกิจการศึกษาอีกทางหนึ่ง’
เจินกั๋วกงอ่านต่ออย่างเงียบ ๆ ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ เม้มเข้าหากัน จนกระทั่งมาถึงบรรทัดสุดท้าย
'สตรีผู้ใดมีกำลังทรัพย์ จ่ายค่าเล่าเรียนตามสมควร ส่วนผู้ใดยากไร้ ขอเพียงมีใจใฝ่ศึกษา โรงเรียนแห่งนี้จะไม่ปิดประตูใส่นาง'
เขาหยุดอ่าน ดวงตาที่ผ่านสนามรบและการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนกลับมีประกายชื้นวาบขึ้นมา เขารีบหลุบตาลงก่อนที่อิ่งหลัวจะสังเกตเห็น
อิ่งหลัวยืนเงียบ ๆ ไม่เร่งรัด นางเพียงมองบิดาด้วยแววตาอ่อนโยน ผ่านไปครู่ใหญ่เจินกั๋วกงจึงปิดสมุดลงอย่างช้า ๆ
“อิ่งหลัว...”เขาเอ่ยเสียงแผ่ว“ไม่ใช่ว่าพ่อไม่เห็นด้วย”
เขาสบตาบุตรสาวตรง ๆ
“การศึกษาคือรากฐานของอำนาจ ผู้คนจำนวนไม่น้อยย่อมไม่พอใจ หากวันหนึ่ง โรงเรียนของเจ้ามีชื่อเสียงเกินไป ย่อมมีผู้คิดขัดขวาง หรือแม้แต่หาทางทำลายโรงเรียนของเจ้า”
อิ่งหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง คำเตือนของบิดาหนักหนากว่าที่นางคาดไว้ นางเคยคิดถึงเพียงค่าใช้จ่ายและการจัดการโรงเรียน กลับมิได้ตระหนักเลยว่า การเปิดประตูแห่งการศึกษาให้สตรีทุกชนชั้น อาจสร้างศัตรูขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถึงกระนั้น นางก็ยังไม่อยากละทิ้งความตั้งใจ เพียงแต่เวลานี้ยังคิดไม่ออกว่าจะปกป้องโรงเรียนจากผู้มีอำนาจได้อย่างไร
เจินกั๋วกงมองสีหน้าครุ่นคิดของบุตรสาว ก่อนจะเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักหนทางทั้งหมด ในที่สุด แววตาของเขาก็พลันเปลี่ยนไป คล้ายคิดบางสิ่งขึ้นได้
“เอาเช่นนี้...อีกไม่กี่เดือน อย่างที่เจ้ารู้ว่าจะมีการประลองศิลปะสี่แขนงเป็นการใหญ่งานนั้นเปิดรับเฉพาะบุตรขุนนาง”เขามองบุตรสาวด้วยสายตาเปี่ยมความคาดหวัง
“ผู้ชนะในแต่ละแขนงจะได้รับพระราชทานรางวัลหนึ่งประการ เจ้าจงชนะการประลองหมากล้อมให้ได้ แล้วใช้โอกาสนั้นขอป้ายพระราชทานแก่โรงเรียน”
อิ่งหลัวกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะเอียงศีรษะอย่างสงสัย
“เปิดโรงเรียนในนามท่าน มิจำเป็นต้องขอพระราชทานอนุญาตมิใช่หรือเจ้าคะ”
เจินกั๋วกงยิ้มบาง ๆ พลางลูบเครา
“มิจำเป็นต้องขอพระราชทานอนุญาตก็จริง”เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย“แต่หากโรงเรียนได้รับป้ายพระราชทานจากฮ่องเต้ ก็เท่ากับได้รับพระบรมราชานุญาตโดยตรง แม้แต่ขุนนางระดับสูงหรืออัครเสนาบดีผู้ใด ก็ไม่อาจสั่งปิดตามอำเภอใจ”
อิ่งหลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
